แชร์

หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ ก่อนยื่น อย. ต้องรู้อะไรบ้าง?

อัพเดทล่าสุด: 11 ส.ค. 2026
69 ผู้เข้าชม
หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ก่อนยื่น อย. และการประเมินความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์

หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ ก่อนยื่น อย. ต้องรู้อะไรบ้าง?

การ จด อย. เครื่องมือแพทย์ หรือการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในประเทศไทย

สิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำเป็นอันดับแรกก่อนเตรียมเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียน คือ การจัดประเภทความเสี่ยงเครื่องมือแพทย์ (Risk Classification) เพราะประเภทความเสี่ยงมีผลโดยตรงต่อรูปแบบการยื่นคำขอ เอกสารที่ต้องจัดเตรียม และขั้นตอนการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณา การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Grouping) ว่าสามารถรวมผลิตภัณฑ์หลายรายการไว้ในคำขอเดียวกันได้หรือไม่

บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ วิธีพิจารณาความเสี่ยง Class 1–4 เอกสารที่ควรเตรียม ไปจนถึงสิ่งที่ต้องตรวจสอบก่อนยื่น อย.


การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์คืออะไร?
การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ คือ การประเมินระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ตามลักษณะการใช้งาน วัตถุประสงค์การใช้งาน วิธีการใช้งาน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เพื่อกำหนดว่าเครื่องมือแพทย์นั้นอยู่ในระดับความเสี่ยงประเภทใด

สำนักงาน อย. ระบุว่าการพิจารณาการจัดประเภทความเสี่ยงต้องดู ข้อบ่งใช้และวิธีการใช้งานของผลิตภัณฑ์ แล้วพิจารณาว่าสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ (Rule) ใด จากนั้นจึงกำหนดประเภทความเสี่ยง (Class) ของเครื่องมือแพทย์

ดังนั้น การดูจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในการระบุว่าเครื่องมือแพทย์อยู่ใน Class ใด

ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอาจมีระดับความเสี่ยงแตกต่างกันได้ หากมีวัตถุประสงค์การใช้งาน วิธีการใช้งาน หรือคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน


เครื่องมือแพทย์แบ่งประเภทความเสี่ยงอย่างไร?
โดยหลักการจัดประเภทความเสี่ยง เครื่องมือแพทย์แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Class 1, Class 2, Class 3 และ Class 4 โดยระดับความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามประเภทของเครื่องมือแพทย์

สำนักงาน อย. สรุปประเภทการดำเนินการตามระดับความเสี่ยงไว้ดังนี้

Class 1 - ความเสี่ยงต่ำ - จดแจ้ง
Class 2 - ความเสี่ยงปานกลาง - แจ้งรายการละเอียด
Class 3 - ความเสี่ยงปานกลาง - แจ้งรายการละเอียด
Class 4 - ความเสี่ยงสูง - ขอใบอนุญาต
ทั้งนี้ การพิจารณาประเภทเครื่องมือแพทย์ต้องดูรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุป Class จากชื่อสินค้าหรือประเภทสินค้าเพียงอย่างเดียว


Class 1 คืออะไร?
Class 1 เป็นเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ
สำหรับเครื่องมือแพทย์ประเภทที่ 1 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องดำเนินการ จดแจ้ง (Listing) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การที่ผลิตภัณฑ์มีความเสี่ยงต่ำไม่ได้หมายความว่าสามารถนำมาจำหน่ายได้โดยไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ผู้ประกอบการยังต้องตรวจสอบสถานะของผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนนำเข้าหรือจำหน่าย

Class 2 และ Class 3 คืออะไร?
Class 2 และ Class 3 อยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง

การดำเนินการสำหรับเครื่องมือแพทย์กลุ่มนี้เป็นการ แจ้งรายการละเอียด (Notification) ตามหลักเกณฑ์ที่ อย. กำหนด

ในขั้นตอนการขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมข้อมูลผลิตภัณฑ์และเอกสารประกอบให้สอดคล้องกับประเภทของผลิตภัณฑ์และช่องทางการยื่นคำขอ


Class 4 คืออะไร?
Class 4 เป็นเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงสูง

ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องมือแพทย์ประเภทนี้ต้องดำเนินการ ขอใบอนุญาต (License) ก่อนดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด

เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง การจัดเตรียมข้อมูล เอกสาร และหลักฐานประกอบการยื่นจึงมีความสำคัญอย่างมาก

หลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ พิจารณาจากอะไร?
การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ไม่ได้พิจารณาจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่

1. วัตถุประสงค์การใช้งาน (Intended Use)
ต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ทำอะไร เช่น

  • ใช้เพื่อการวินิจฉัย
  • ใช้เพื่อป้องกันโรค
  • ใช้เพื่อเฝ้าระวังหรือติดตามอาการ
  • ใช้เพื่อการรักษา
  • ใช้เพื่อบรรเทาอาการ
  • ใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานของร่างกาย
Intended Use เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาการจัดประเภทความเสี่ยง

2. วิธีการใช้งาน
ต้องพิจารณาว่าผู้ใช้งานนำผลิตภัณฑ์ไปใช้อย่างไร และมีลักษณะการใช้งานแบบใด

ตัวอย่างปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น
  • ใช้ภายนอกร่างกาย
  • ใช้กับร่างกาย
  • สอดเข้าไปในร่างกาย
  • ใช้ในระยะเวลาสั้น
  • ใช้เป็นเวลานาน
  • ใช้แบบต่อเนื่อง
  • ใช้แบบชั่วคราว
รายละเอียดเหล่านี้อาจส่งผลต่อการพิจารณา Rule และระดับความเสี่ยง

3. ลักษณะของเครื่องมือแพทย์
ต้องพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์เป็นประเภทใด เช่น
  • เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ใช้ไฟฟ้า
  • เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ไฟฟ้า
  • เครื่องมือแพทย์ที่มีซอฟต์แวร์
  • เครื่องมือแพทย์ที่ใช้สำหรับวินิจฉัย
  • เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในการรักษา
  • เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่น
รายละเอียดทางเทคนิคของผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญต่อการจัดประเภท

Rule คืออะไรในการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์?
Rule คือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์แต่ละผลิตภัณฑ์ควรอยู่ในระดับความเสี่ยงใด

สำนักงาน อย. อธิบายหลักการว่า ผู้ประกอบการต้องดูรายละเอียด ข้อบ่งใช้และวิธีการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ว่าตรงกับหลักเกณฑ์ (Rule) ใด เมื่อได้ Rule แล้วจึงนำไปสู่การกำหนด Class ของเครื่องมือแพทย์

ดังนั้น หากต้องการทราบว่าเครื่องมือแพทย์ของตนเองอยู่ใน Class ใด ควรเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงนำข้อมูลไปพิจารณาตาม Rule ที่เกี่ยวข้อง

การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ IVD และ Non-IVD
เครื่องมือแพทย์สามารถพิจารณาแยกตามลักษณะสำคัญได้เป็น

IVD (In Vitro Diagnostic Medical Device) เครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย
Non-IVD เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ใช่เครื่องมือแพทย์สำหรับการวินิจฉัยภายนอกร่างกาย
สำนักงาน อย. ระบุว่าทั้ง IVD และ Non-IVD มีหลักเกณฑ์ในการจัดประเภทความเสี่ยงและการจัดกลุ่มที่ต้องพิจารณาตามรายละเอียดของผลิตภัณฑ์

สำหรับผลิตภัณฑ์ IVD การจัดประเภทจึงควรพิจารณาลักษณะการใช้งานและวัตถุประสงค์ของชุดตรวจหรือผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด

Grouping เครื่องมือแพทย์คืออะไร?
นอกจากการจัดประเภทความเสี่ยงแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องพิจารณา การจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ (Grouping) ด้วย

Grouping คือการพิจารณาว่าเครื่องมือแพทย์ที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกันสามารถนำมาจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันเพื่อยื่นคำขอได้หรือไม่

สำนักงาน อย. ระบุว่าก่อนขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ ผู้ประกอบการต้องพิจารณาทั้ง Risk Classification และ Grouping เนื่องจากทั้งสองส่วนมีผลต่อการยื่นคำขอและเอกสารประกอบการยื่น

ดังนั้น หากมีเครื่องมือแพทย์หลายรุ่น หลายขนาด หรือหลายรูปแบบ ไม่ควรสรุปเองทันทีว่าสามารถรวมเป็นคำขอเดียวกันได้ ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มที่เกี่ยวข้องก่อน


ก่อนจด อย. เครื่องมือแพทย์ ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มจัดประเภทความเสี่ยง แนะนำให้ผู้ประกอบการรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างน้อย ได้แก่

1. ชื่อผลิตภัณฑ์
ควรมีทั้งชื่อทางการค้า (Trade Name) และชื่อสามัญ (Common Name) ตามข้อมูลของผลิตภัณฑ์

2. Intended Use
ระบุวัตถุประสงค์การใช้งานของเครื่องมือแพทย์ให้ชัดเจน

3. วิธีการใช้งาน
อธิบายว่าเครื่องมือแพทย์ใช้กับใคร ใช้อย่างไร และใช้ในลักษณะใด

4. รายละเอียดผลิตภัณฑ์
เช่น
  • หลักการทำงาน
  • ส่วนประกอบ
  • วัสดุ
  • อุปกรณ์เสริม
  • รูปแบบของผลิตภัณฑ์
  • ขนาดหรือรุ่น
  • ซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้อง

5. ฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์
ข้อมูลบนฉลากและเอกสารกำกับสามารถช่วยให้เห็นรายละเอียดของผลิตภัณฑ์และวัตถุประสงค์การใช้งานได้ชัดเจน

สำนักงาน อย. ระบุว่าเอกสารที่ใช้ในการยื่นจัดประเภทและจัดกลุ่ม ได้แก่ เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ ฉลากเครื่องมือแพทย์ รายละเอียดเครื่องมือแพทย์ และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเอกสารควรมาจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ผลิต


ขั้นตอนการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ก่อนยื่น อย.
ผู้ประกอบการสามารถใช้แนวทางเบื้องต้นดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายเครื่องมือแพทย์หรือไม่
เริ่มจากพิจารณาวัตถุประสงค์และการใช้งานของผลิตภัณฑ์

หากผลิตภัณฑ์เข้าข่ายเครื่องมือแพทย์ จึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดประเภท

ขั้นตอนที่ 2: ระบุ Intended Use
กำหนดวัตถุประสงค์การใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบว่าเป็น IVD หรือ Non-IVD
แยกประเภทผลิตภัณฑ์ก่อนเข้าสู่หลักเกณฑ์การจัดประเภทที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 4: พิจารณา Rule
นำข้อมูลของผลิตภัณฑ์ เช่น Intended Use และวิธีการใช้งาน ไปเทียบกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 5: กำหนด Risk Class
เมื่อพิจารณา Rule แล้ว จึงกำหนดระดับความเสี่ยงว่าเป็น Class 1, 2, 3 หรือ 4

ขั้นตอนที่ 6: พิจารณา Grouping
หากมีผลิตภัณฑ์หลายรายการ ให้ตรวจสอบว่าสามารถจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์เพื่อยื่นคำขอร่วมกันได้หรือไม่

ขั้นตอนที่ 7: ตรวจสอบรูปแบบการยื่นคำขอ
เมื่อทราบ Class แล้ว จึงตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ต้อง
  • จดแจ้ง
  • แจ้งรายการละเอียด
  • หรือขอใบอนุญาต
  • ตามประเภทและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ถ้าไม่แน่ใจว่าเครื่องมือแพทย์อยู่ Class ไหน ต้องทำอย่างไร?
หากผู้ประกอบการไม่แน่ใจว่าเครื่องมือแพทย์ของตนเองอยู่ในระดับความเสี่ยงใด หรือไม่แน่ใจว่าควรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างไร สามารถขอ หนังสือรับรองการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยงและการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ จาก อย. ได้

สำนักงาน อย. ยังมีโปรแกรมเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ด้วยตนเอง แต่ระบุชัดว่าโปรแกรมดังกล่าวใช้สำหรับ ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น และไม่สามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันหรืออ้างอิงในการขึ้นทะเบียนได้

ดังนั้น หากผลิตภัณฑ์มีรายละเอียดซับซ้อน หรือไม่สามารถระบุ Class ได้อย่างมั่นใจ ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญหรือดำเนินการขอหนังสือรับรองตามช่องทางที่ อย. กำหนด

จัดประเภทเครื่องมือแพทย์ผิด มีผลอย่างไร?
การจัดประเภทความเสี่ยงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะมีผลต่อรูปแบบการยื่นคำขอและเอกสารที่ต้องใช้

หากผู้ประกอบการกำหนด Class ผิด อาจส่งผลให้
  • เตรียมเอกสารไม่ตรงกับประเภทผลิตภัณฑ์
  • เลือกช่องทางการยื่นคำขอไม่ถูกต้อง
  • ต้องแก้ไขข้อมูลหรือเอกสาร
  • เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ
  • ต้องจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติม
  • วางแผนการขึ้นทะเบียนผิดตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีรายละเอียดทางเทคนิคสูง การวิเคราะห์ Risk Classification และ Grouping อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดความผิดพลาดในกระบวนการขึ้นทะเบียนได้

Checklist ก่อนจด อย. เครื่องมือแพทย์
ก่อนเริ่มดำเนินการ แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลตาม Checklist นี้

☐ ตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายเครื่องมือแพทย์

☐ ระบุชื่อการค้าและชื่อสามัญของผลิตภัณฑ์

☐ ระบุ Intended Use อย่างชัดเจน

☐ ระบุวิธีการใช้งาน

☐ ตรวจสอบว่าเป็น IVD หรือ Non-IVD

☐ ตรวจสอบ Rule ที่เกี่ยวข้อง

☐ กำหนด Risk Classification

☐ ตรวจสอบ Grouping

☐ เตรียมฉลากผลิตภัณฑ์

☐ เตรียมเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์

☐ เตรียมรายละเอียดผลิตภัณฑ์จากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ผลิต

☐ ตรวจสอบรูปแบบการยื่นคำขอ

☐ ตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะของผลิตภัณฑ์ หากมีประกาศเฉพาะ

สรุปหลักเกณฑ์การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์
การ จด อย. เครื่องมือแพทย์ ไม่ควรเริ่มจากการกรอกแบบคำขอทันที แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์และจัดประเภทความเสี่ยงให้ถูกต้องก่อน

หลักสำคัญคือ

ผลิตภัณฑ์ → Intended Use → วิธีการใช้งาน → Rule → Risk Class → Grouping → รูปแบบการยื่นคำขอ

โดยเครื่องมือแพทย์มีระดับความเสี่ยงหลักตั้งแต่ Class 1 ถึง Class 4 และแต่ละระดับมีรูปแบบการดำเนินการแตกต่างกัน ตั้งแต่การจดแจ้ง การแจ้งรายการละเอียด ไปจนถึงการขอใบอนุญาต

หากไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่ใน Class ใด ไม่ควรคาดเดาจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะต้องพิจารณาข้อมูลการใช้งานและรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

รับจด อย. เครื่องมือแพทย์ ครบทุกขั้นตอน
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ แต่ไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์อยู่ใน Class ใด ต้องใช้เอกสารอะไร หรือควรจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างไร การวิเคราะห์ประเภทและเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้วางแผนการขึ้นทะเบียนได้อย่างเป็นระบบ

FDAinfotech ให้บริการรับจด อย. และขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดประเภทความเสี่ยง การเตรียมเอกสาร และขั้นตอนการยื่นคำขอ

ต้องการตรวจสอบว่าเครื่องมือแพทย์ของคุณอยู่ Class ไหน? ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่น อย. ได้เลย

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์
1. การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์คืออะไร?
การจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ คือการพิจารณาระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อระบุว่าเครื่องมือแพทย์อยู่ใน Class ใด และต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนในรูปแบบใด

2. เครื่องมือแพทย์มีกี่ Class?
เครื่องมือแพทย์มีระดับความเสี่ยงหลัก 4 ระดับ ได้แก่ Class 1, Class 2, Class 3 และ Class 4 โดย Class 1 มีความเสี่ยงต่ำ และ Class 4 มีความเสี่ยงสูง

3. Class 1 ต้องจด อย. หรือไม่?
Class 1 เป็นเครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงต่ำ และผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องดำเนินการจดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

4. Class 2 และ Class 3 ต่างจาก Class 1 อย่างไร?
Class 2 และ Class 3 อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลาง และใช้กระบวนการแจ้งรายการละเอียด ขณะที่ Class 1 ใช้การจดแจ้ง

5. Class 4 ต้องทำอะไร?
เครื่องมือแพทย์ Class 4 จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง และผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องดำเนินการขอใบอนุญาตตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

6. จะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องมือแพทย์อยู่ Class ไหน?
ต้องพิจารณารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้อบ่งใช้ วัตถุประสงค์การใช้งาน และวิธีการใช้งาน แล้วนำไปเทียบกับ Rule ที่เกี่ยวข้อง

7. สามารถจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ด้วยตัวเองได้หรือไม่?
สามารถใช้โปรแกรมเบื้องต้นของ อย. เพื่อช่วยตรวจสอบได้ แต่ อย. ระบุว่าเป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น และไม่สามารถใช้เป็นเอกสารยืนยันหรืออ้างอิงในการขึ้นทะเบียนได้

8. Grouping เครื่องมือแพทย์สำคัญอย่างไร?
Grouping เป็นการพิจารณาการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์เพื่อการยื่นคำขอ โดยมีผลต่อรูปแบบการยื่นและเอกสารประกอบ จึงควรพิจารณาควบคู่กับ Risk Classification

9. ถ้าไม่ทราบ Class ของเครื่องมือแพทย์ควรทำอย่างไร?
สามารถศึกษาหลักเกณฑ์ของ อย. หรือขอหนังสือรับรองการจัดประเภทเครื่องมือแพทย์ตามความเสี่ยงและการจัดกลุ่มเครื่องมือแพทย์ตามช่องทางที่ อย. กำหนดได้

10. ก่อนจด อย. เครื่องมือแพทย์ควรเตรียมอะไร?
ควรเตรียมข้อมูลสำคัญ เช่น Intended Use วิธีการใช้งาน รายละเอียดผลิตภัณฑ์ ฉลาก เอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ และเอกสารจากเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือผู้ผลิต เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาและจัดเตรียมคำขอ

บทความที่เกี่ยวข้อง
ภาพสินค้าหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับการขอ อย. วางบนโต๊ะ ประกอบด้วยเครื่องสำอาง อาหารเสริม อาหารบรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ สื่อถึงการตรวจสอบและขออนุญาตก่อนวางจำหน่ายสินค้า
การเริ่มต้นขายสินค้าในปัจจุบัน ไม่ว่าจะขายออนไลน์หรือมีหน้าร้าน สิ่งสำคัญที่เจ้าของแบรนด์ต้องรู้คือ สินค้าของคุณต้องขอ อย. หรือไม่ เพราะสินค้าหลายประเภทในประเทศไทยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือที่เรียกกันว่า “อย.”
5 พ.ค. 2026
ยื่นจด อย. แล้วต้องรอกี่วัน ระยะเวลาพิจารณา อย. แต่ละประเภท
บทความนี้จะพาไปดูว่า จด อย. ใช้เวลากี่วัน, แต่ละผลิตภัณฑ์ใช้เวลาต่างกันอย่างไร และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การอนุมัติเร็วหรือช้า
18 ส.ค. 2026
ภาพเปรียบเทียบโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP กับขั้นตอนเอกสารและการจดทะเบียนสินค้า มีพนักงานในห้องผลิต เครื่องจักรผลิตครีม และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางวางบนโต๊ะทำงานพร้อมเอกสารจำนวนมาก สื่อถึงความแตกต่างระหว่าง GMP และ อย.
GMP กับ อย. คืออะไร ต่างกันอย่างไร? รวมความเข้าใจเรื่องมาตรฐานโรงงานและการขอ อย. สำหรับอาหารเสริม เครื่องสำอาง และสินค้าเพื่อสุขภาพ
20 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy