โรงงานแบบไหนใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง? เช็กก่อนผลิต
อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2026
2 ผู้เข้าชม

โรงงานแบบไหนใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง? เช็กก่อนเริ่มผลิต
การสร้างแบรนด์อาหารของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส เครื่องดื่ม ขนม อาหารแปรรูป หรืออาหารพร้อมรับประทาน สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมให้พร้อมคือ สถานที่ผลิตอาหารที่เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายต้องพิจารณาทั้งการอนุญาตสถานที่ผลิต มาตรฐานการผลิต และข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภทหลายคนอาจเข้าใจว่าต้องมีโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้นจึงจะขอ อย. อาหารได้ แต่ในความเป็นจริง สถานที่ผลิตอาหารมีทั้งประเภทที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่ายโรงงาน โดยพิจารณาจากกำลังเครื่องจักรและจำนวนคนงาน รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์ด้านสุขลักษณะและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าโรงงานแบบไหนสามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง ต้องเตรียมสถานที่อย่างไร และผู้ประกอบการควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนเริ่มผลิตสินค้า
1. โรงงานแบบไหนสามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้?
สถานที่ผลิตอาหารที่ใช้ยื่นขออนุญาตต้องเป็นสถานที่ที่สามารถดำเนินการผลิตอาหารได้อย่างเหมาะสม มีการจัดการวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุ และการจัดเก็บอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถานที่ผลิตอาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1.1 สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน
เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรในการผลิตอาหาร โดยมีกำลังเครื่องจักรรวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และมีจำนวนคนงานรวมต่ำกว่า 50 คน
ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์และได้รับอนุญาตจะได้รับ ใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน แบบ สบ.1/1
สถานที่ประเภทนี้เหมาะกับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารในขนาดธุรกิจไม่ใหญ่ เช่น ผู้ผลิตอาหารรายย่อย หรือธุรกิจอาหารที่มีปริมาณการผลิตไม่สูงมาก ทั้งนี้ ต้องพิจารณารูปแบบการผลิตและข้อกำหนดเฉพาะของอาหารแต่ละประเภทด้วย
1.2 สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน
เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรในการผลิตอาหารรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือมีจำนวนคนงานรวมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป โดยเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือว่าเข้าข่ายโรงงานตามเกณฑ์ดังกล่าว
ผู้ประกอบการต้องดำเนินการขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร และเมื่อได้รับอนุญาตจะได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร แบบ อ.2
สถานที่ประเภทนี้มักพบในธุรกิจผลิตอาหารที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ใช้แรงงานจำนวนมาก หรือมีสายการผลิตที่รองรับกำลังการผลิตสูง
ทั้งนี้ การจัดประเภทสถานที่ผลิตอาหารตามกฎหมายอาหารเป็นคนละประเด็นกับการพิจารณาใบอนุญาตโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ซึ่งต้องตรวจสอบเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก
2. โรงงานต้องผ่านมาตรฐาน GMP 420 หรือไม่?
การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดโรงงานหรือจำนวนเครื่องจักรเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณามาตรฐานด้านสุขลักษณะและกระบวนการผลิตอาหารด้วย
GMP 420 เป็นหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ซึ่งกำหนดแนวทางควบคุมการผลิตอาหารให้มีความสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพตามข้อกำหนด
สถานที่ผลิตอาหารที่อยู่ในขอบข่ายของประกาศต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยรายละเอียดการตรวจประเมินขึ้นอยู่กับประเภทอาหารและลักษณะการผลิต
ตัวอย่างประเด็นที่ผู้ประกอบการควรเตรียม ได้แก่
- สถานที่ผลิต: มีพื้นที่และการจัดวางที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต สามารถทำความสะอาดและดูแลสุขลักษณะได้
- เครื่องมือและเครื่องจักร: มีความเหมาะสมกับชนิดอาหารและกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถทำความสะอาดและบำรุงรักษาได้
- วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์: มีการรับ ตรวจสอบ และจัดเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
- กระบวนการผลิต: มีวิธีควบคุมขั้นตอนการผลิตและป้องกันการปนเปื้อนตามความเสี่ยงของอาหาร
- การจัดเก็บผลิตภัณฑ์: มีสภาวะการจัดเก็บที่เหมาะสมกับลักษณะสินค้า
- สุขลักษณะของบุคลากร: มีการควบคุมสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
- ข้อกำหนดข้างต้นเป็นตัวอย่างสำหรับเตรียมความพร้อม ไม่ใช่รายการตรวจประเมินทั้งหมด ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดพื้นฐานและข้อกำหนดเฉพาะที่ตรงกับประเภทอาหารของตน
3. สถานที่ผลิตอาหารต้องมีลักษณะอย่างไร?
ก่อนยื่นขอ อย. อาหาร ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ผลิตให้สอดคล้องกับประเภทอาหารและกระบวนการผลิตจริง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
3.1 มีพื้นที่เหมาะสมกับการผลิตอาหาร
สถานที่ต้องรองรับขั้นตอนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุ ไปจนถึงการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ โดยต้องจัดการพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน
3.2 มีระบบน้ำและการจัดการของเสียที่เหมาะสม
ต้องพิจารณาคุณภาพน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต ระบบระบายน้ำ การกำจัดขยะ และการจัดการสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหาร
3.3 มีการควบคุมสัตว์และแมลงพาหะ
ต้องมีมาตรการป้องกันและควบคุมสัตว์หรือแมลงที่อาจนำสิ่งสกปรกและเชื้อปนเปื้อนเข้าสู่พื้นที่ผลิตอาหาร
3.4 มีการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปอย่างเหมาะสม
ควรจัดพื้นที่เก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และสินค้าสำเร็จรูปให้เหมาะกับลักษณะผลิตภัณฑ์ โดยควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปัจจัยอื่นตามความจำเป็น
3.5 มีอุปกรณ์และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับชนิดอาหาร
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตเครื่องดื่มต้องพิจารณาคุณภาพน้ำและกระบวนการควบคุมความปลอดภัยของเครื่องดื่ม ส่วนโรงงานผลิตอาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการปรับกรดอาจมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม
ดังนั้น การใช้สถานที่เดียวกันผลิตอาหารหลายประเภทอาจต้องพิจารณาข้อกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์แยกกัน ไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับอาหารทุกชนิดได้
4. ใช้บ้านหรือครัวขนาดเล็กเป็นสถานที่ผลิตอาหารได้ไหม?
ผู้ประกอบการบางรายเริ่มต้นธุรกิจด้วยการผลิตอาหารที่บ้าน เช่น แยม น้ำพริก ซอส ขนม หรืออาหารแปรรูป จึงมักสงสัยว่าสามารถใช้บ้านเป็นสถานที่ผลิตเพื่อยื่นขอ อย. อาหารได้หรือไม่
คำตอบคือ ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานที่และรูปแบบการผลิตเป็นรายกรณี ไม่ได้หมายความว่าบ้านทุกหลังสามารถใช้ยื่นขออนุญาตได้ทันที และไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่ทุกกรณี
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
พื้นที่ผลิตสามารถจัดให้เหมาะสมกับข้อกำหนดด้านสุขลักษณะได้หรือไม่
มีการแยกหรือควบคุมพื้นที่ผลิตอาหารจากกิจกรรมภายในบ้านที่อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนหรือไม่
มีเครื่องมือและอุปกรณ์เหมาะสมกับกระบวนการผลิตหรือไม่
สามารถจัดการวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
สถานที่เข้าข่ายโรงงานหรือไม่ และต้องยื่นคำขอประเภทใด
ผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะใดบ้าง
หากเป็นการปรุงอาหารเพื่อจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค เช่น ร้านอาหารหรือร้านที่ปรุงแล้วขายเฉพาะหน้าร้าน อาจมีข้อยกเว้นบางประการตามลักษณะการดำเนินงาน แต่หากผลิตเพื่อบรรจุ ฝากขาย หรือกระจายไปจำหน่ายที่อื่น ต้องพิจารณาข้อกำหนดเรื่องสถานที่ผลิตอาหารและมาตรฐานการผลิตให้ชัดเจน
ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบรูปแบบธุรกิจกับหน่วยงานผู้อนุญาตก่อนลงทุนปรับปรุงสถานที่
5. จ้างโรงงาน OEM ผลิตอาหาร ต้องใช้โรงงานแบบไหน?
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์อาหารของตัวเอง แต่ไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง สามารถพิจารณาจ้างโรงงาน OEM ที่รับผลิตสินค้าให้ตามข้อตกลงและขอบเขตบริการของโรงงานได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกโรงงานจากราคาเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
สถานที่ผลิตได้รับอนุญาตหรือมีเลขสถานที่ผลิตตามประเภทที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลตรงกับสถานที่ผลิตจริง
มีความพร้อมด้านมาตรฐานการผลิต ตามประเภทอาหารและข้อกำหนดที่ใช้บังคับ
มีขอบข่ายการผลิตตรงกับสินค้าที่ต้องการ เพราะโรงงานแต่ละแห่งอาจไม่ได้รับการประเมินหรือมีความพร้อมสำหรับอาหารทุกชนิด
มีเอกสารเกี่ยวกับสูตรและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบข้อกำหนดและการยื่นคำขอที่เกี่ยวข้อง
มีข้อตกลงชัดเจนเรื่องฉลากและการขอเลขสารบบอาหาร ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการและต้องใช้เอกสารใดบ้าง
การจ้างโรงงาน OEM ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของแบรนด์จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบด้วยว่าผลิตภัณฑ์นั้นเข้าข่ายต้องขอเลขสารบบอาหารหรือมีข้อกำหนดอื่นใดเพิ่มเติม
6. เอกสารที่ควรเตรียมก่อนยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
เอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับประเภทคำขอ ลักษณะสถานที่ และรายละเอียดของผู้ประกอบการ โดยเอกสารที่ควรตรวจสอบเบื้องต้น ได้แก่
- เอกสารแสดงสิทธิในการใช้สถานที่ เช่น เอกสารสิทธิหรือสัญญาเช่าตามกรณี
- เอกสารของผู้ยื่นคำขอหรือผู้ประกอบการตามที่กำหนด
- แผนที่ตั้งสถานที่ผลิต
- แผนผังพื้นที่ผลิตและการจัดวางเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
- รายละเอียดเครื่องมือและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต
- ข้อมูลกระบวนการผลิตและประเภทอาหารที่ผลิต
- เอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินตามข้อกำหนด GMP
- เอกสารเพิ่มเติมตามคู่มือสำหรับประชาชนและประเภทคำขอ
- รายการนี้เป็นเพียงแนวทางเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ไม่ใช่รายการเอกสารบังคับที่เหมือนกันทุกกรณี ควรตรวจสอบรายการล่าสุดจากคู่มือการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือหน่วยงานผู้อนุญาตในพื้นที่ก่อนยื่นคำขอ
7. ขั้นตอนการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินการได้ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบประเภทอาหารและรูปแบบการผลิต
ระบุชนิดอาหาร สูตรเบื้องต้น กระบวนการผลิต วิธีบรรจุ และช่องทางจำหน่าย เพื่อประเมินข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบสถานที่ผลิต
พิจารณากำลังเครื่องจักรรวม จำนวนคนงาน สภาพพื้นที่ และความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะ
ขั้นตอนที่ 3: เตรียมสถานที่และเอกสาร
ปรับปรุงสถานที่ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำแผนผังและเอกสารประกอบคำขอให้ครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 4: ยื่นคำขออนุญาต
ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ตามประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คำขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร (อ.1) หรือคำขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (สบ.1) ตามขั้นตอนของหน่วยงานผู้อนุญาต
ขั้นตอนที่ 5: ตรวจประเมินและแก้ไขข้อบกพร่อง
สถานที่ผลิตต้องผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หากพบข้อบกพร่อง ต้องดำเนินการแก้ไขตามที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับอนุญาต
ขั้นตอนที่ 6: ดำเนินการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร
หลังได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตแล้ว ให้ตรวจสอบข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด หากเป็นอาหารที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร ต้องยื่นคำขอตามประเภทและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก่อนดำเนินการจำหน่าย
8. มีสถานที่ผลิตแล้ว ต้องขอเลข อย. ของผลิตภัณฑ์อีกหรือไม่?
ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ เพราะการอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารกับการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหารเป็นคนละส่วนกัน
การได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร แบบ อ.2 หรือใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน แบบ สบ.1/1 ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะได้รับเลขสารบบอาหารโดยอัตโนมัติ
หากผลิตภัณฑ์อยู่ในกลุ่มที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร ผู้ประกอบการต้องดำเนินการยื่นคำขอสำหรับผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประเภทอาหาร สูตร ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และข้อกำหนดเฉพาะ
ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร แต่ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านอาหารและสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบเป็นรายผลิตภัณฑ์ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “อาหาร” เพียงอย่างเดียว
สรุป: เลือกโรงงานให้ถูกประเภท ก่อนเริ่มขอ อย. อาหาร
โรงงานที่สามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานขนาดใหญ่เสมอไป แต่ต้องมีสถานที่และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับประเภทอาหาร พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้อง
ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าข่ายสถานที่ผลิตอาหารประเภทใด ต้องยื่นคำขอแบบใด และผลิตภัณฑ์ต้องขอเลขสารบบอาหารหรือไม่ การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเตรียมเอกสารผิดประเภทหรือการปรับปรุงสถานที่ไม่ตรงตามข้อกำหนด
หากคุณกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์อาหาร ต้องการจ้างโรงงาน OEM หรือกำลังวางแผนจัดตั้งสถานที่ผลิต ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และสถานที่ก่อนเริ่มดำเนินการ เพื่อให้การขออนุญาตเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายอาหารของประเทศไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำความเข้าใจว่าทำไมเลข อย. จึงสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
28 เม.ย. 2026
ผู้ประกอบการที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายเครื่องมือแพทย์จำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า เมื่อได้รับใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว จะสามารถโฆษณาสินค้าได้ทันที แต่ในความเป็นจริง การโฆษณาเครื่องมือแพทย์หลายกรณีอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย และอาจต้องได้รับอนุญาตก่อนเผยแพร่
29 มิ.ย. 2026
การยื่นขออนุญาตกับ อย. เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ วัตถุอันตราย หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ อย่างถูกกฎหมาย แต่หลายธุรกิจกลับเจอปัญหา “เอกสารถูกตีกลับ” หรือ “กระบวนการล่าช้า” เพราะเกิดข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ที่สามารถป้องกันได้
8 พ.ค. 2026


