แชร์

โรงงานแบบไหนใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง? เช็กก่อนผลิต

อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2026
61 ผู้เข้าชม
โรงงานผลิตอาหารมาตรฐาน GMP พร้อมเครื่องจักรสแตนเลส พนักงานสวมชุดป้องกัน และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารก่อนขอ อย. อาหาร

โรงงานแบบไหนใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง? เช็กก่อนเริ่มผลิต

การสร้างแบรนด์อาหารของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรส เครื่องดื่ม ขนม อาหารแปรรูป หรืออาหารพร้อมรับประทาน สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมให้พร้อมคือ สถานที่ผลิตอาหารที่เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพราะการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายต้องพิจารณาทั้งการอนุญาตสถานที่ผลิต มาตรฐานการผลิต และข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภท

หลายคนอาจเข้าใจว่าต้องมีโรงงานขนาดใหญ่เท่านั้นจึงจะขอ อย. อาหารได้ แต่ในความเป็นจริง สถานที่ผลิตอาหารมีทั้งประเภทที่เข้าข่ายโรงงานและไม่เข้าข่ายโรงงาน โดยพิจารณาจากกำลังเครื่องจักรและจำนวนคนงาน รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์ด้านสุขลักษณะและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าโรงงานแบบไหนสามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้บ้าง ต้องเตรียมสถานที่อย่างไร และผู้ประกอบการควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนเริ่มผลิตสินค้า

1. โรงงานแบบไหนสามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้?
สถานที่ผลิตอาหารที่ใช้ยื่นขออนุญาตต้องเป็นสถานที่ที่สามารถดำเนินการผลิตอาหารได้อย่างเหมาะสม มีการจัดการวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุ และการจัดเก็บอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ รวมถึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถานที่ผลิตอาหารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1.1 สถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน
เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรในการผลิตอาหาร โดยมีกำลังเครื่องจักรรวมต่ำกว่า 50 แรงม้า และมีจำนวนคนงานรวมต่ำกว่า 50 คน

ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์และได้รับอนุญาตจะได้รับ ใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน แบบ สบ.1/1

สถานที่ประเภทนี้เหมาะกับผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารในขนาดธุรกิจไม่ใหญ่ เช่น ผู้ผลิตอาหารรายย่อย หรือธุรกิจอาหารที่มีปริมาณการผลิตไม่สูงมาก ทั้งนี้ ต้องพิจารณารูปแบบการผลิตและข้อกำหนดเฉพาะของอาหารแต่ละประเภทด้วย

1.2 สถานที่ผลิตอาหารที่เข้าข่ายโรงงาน
เป็นสถานที่ผลิตอาหารที่ใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรในการผลิตอาหารรวมตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือมีจำนวนคนงานรวมตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป โดยเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ถือว่าเข้าข่ายโรงงานตามเกณฑ์ดังกล่าว

ผู้ประกอบการต้องดำเนินการขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร และเมื่อได้รับอนุญาตจะได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร แบบ อ.2

สถานที่ประเภทนี้มักพบในธุรกิจผลิตอาหารที่มีเครื่องจักรขนาดใหญ่ ใช้แรงงานจำนวนมาก หรือมีสายการผลิตที่รองรับกำลังการผลิตสูง

ทั้งนี้ การจัดประเภทสถานที่ผลิตอาหารตามกฎหมายอาหารเป็นคนละประเด็นกับการพิจารณาใบอนุญาตโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ซึ่งต้องตรวจสอบเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องแยกต่างหาก

2. โรงงานต้องผ่านมาตรฐาน GMP 420 หรือไม่?
การขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารไม่ได้พิจารณาเพียงขนาดโรงงานหรือจำนวนเครื่องจักรเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณามาตรฐานด้านสุขลักษณะและกระบวนการผลิตอาหารด้วย

GMP 420 เป็นหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 420) พ.ศ. 2563 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ซึ่งกำหนดแนวทางควบคุมการผลิตอาหารให้มีความสะอาด ปลอดภัย และมีคุณภาพตามข้อกำหนด

สถานที่ผลิตอาหารที่อยู่ในขอบข่ายของประกาศต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยรายละเอียดการตรวจประเมินขึ้นอยู่กับประเภทอาหารและลักษณะการผลิต

ตัวอย่างประเด็นที่ผู้ประกอบการควรเตรียม ได้แก่

  • สถานที่ผลิต: มีพื้นที่และการจัดวางที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิต สามารถทำความสะอาดและดูแลสุขลักษณะได้
  • เครื่องมือและเครื่องจักร: มีความเหมาะสมกับชนิดอาหารและกระบวนการผลิต รวมถึงสามารถทำความสะอาดและบำรุงรักษาได้
  • วัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์: มีการรับ ตรวจสอบ และจัดเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  • กระบวนการผลิต: มีวิธีควบคุมขั้นตอนการผลิตและป้องกันการปนเปื้อนตามความเสี่ยงของอาหาร
  • การจัดเก็บผลิตภัณฑ์: มีสภาวะการจัดเก็บที่เหมาะสมกับลักษณะสินค้า
  • สุขลักษณะของบุคลากร: มีการควบคุมสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อกำหนดข้างต้นเป็นตัวอย่างสำหรับเตรียมความพร้อม ไม่ใช่รายการตรวจประเมินทั้งหมด ผู้ประกอบการควรตรวจสอบข้อกำหนดพื้นฐานและข้อกำหนดเฉพาะที่ตรงกับประเภทอาหารของตน
นอกจากนี้ ไม่ควรเข้าใจว่า GMP 420 เป็นข้อกำหนดที่ยกเว้นได้เพียงเพราะเป็นโรงงานขนาดเล็ก เนื่องจากสถานที่ผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายโดยทั่วไปอยู่ในขอบข่ายของหลักเกณฑ์นี้ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด

3. สถานที่ผลิตอาหารต้องมีลักษณะอย่างไร?
ก่อนยื่นขอ อย. อาหาร ผู้ประกอบการควรตรวจสอบความพร้อมของสถานที่ผลิตให้สอดคล้องกับประเภทอาหารและกระบวนการผลิตจริง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

3.1 มีพื้นที่เหมาะสมกับการผลิตอาหาร
สถานที่ต้องรองรับขั้นตอนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูป การบรรจุ ไปจนถึงการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ โดยต้องจัดการพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อน

3.2 มีระบบน้ำและการจัดการของเสียที่เหมาะสม
ต้องพิจารณาคุณภาพน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต ระบบระบายน้ำ การกำจัดขยะ และการจัดการสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิต เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของอาหาร

3.3 มีการควบคุมสัตว์และแมลงพาหะ
ต้องมีมาตรการป้องกันและควบคุมสัตว์หรือแมลงที่อาจนำสิ่งสกปรกและเชื้อปนเปื้อนเข้าสู่พื้นที่ผลิตอาหาร

3.4 มีการจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปอย่างเหมาะสม
ควรจัดพื้นที่เก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และสินค้าสำเร็จรูปให้เหมาะกับลักษณะผลิตภัณฑ์ โดยควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และปัจจัยอื่นตามความจำเป็น

3.5 มีอุปกรณ์และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับชนิดอาหาร
ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตเครื่องดื่มต้องพิจารณาคุณภาพน้ำและกระบวนการควบคุมความปลอดภัยของเครื่องดื่ม ส่วนโรงงานผลิตอาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการปรับกรดอาจมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม

ดังนั้น การใช้สถานที่เดียวกันผลิตอาหารหลายประเภทอาจต้องพิจารณาข้อกำหนดของแต่ละผลิตภัณฑ์แยกกัน ไม่สามารถใช้เกณฑ์เดียวกับอาหารทุกชนิดได้

4. ใช้บ้านหรือครัวขนาดเล็กเป็นสถานที่ผลิตอาหารได้ไหม?
ผู้ประกอบการบางรายเริ่มต้นธุรกิจด้วยการผลิตอาหารที่บ้าน เช่น แยม น้ำพริก ซอส ขนม หรืออาหารแปรรูป จึงมักสงสัยว่าสามารถใช้บ้านเป็นสถานที่ผลิตเพื่อยื่นขอ อย. อาหารได้หรือไม่

คำตอบคือ ต้องพิจารณาความเหมาะสมของสถานที่และรูปแบบการผลิตเป็นรายกรณี ไม่ได้หมายความว่าบ้านทุกหลังสามารถใช้ยื่นขออนุญาตได้ทันที และไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่ทุกกรณี

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

พื้นที่ผลิตสามารถจัดให้เหมาะสมกับข้อกำหนดด้านสุขลักษณะได้หรือไม่
มีการแยกหรือควบคุมพื้นที่ผลิตอาหารจากกิจกรรมภายในบ้านที่อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนหรือไม่
มีเครื่องมือและอุปกรณ์เหมาะสมกับกระบวนการผลิตหรือไม่
สามารถจัดการวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปได้อย่างเหมาะสมหรือไม่
สถานที่เข้าข่ายโรงงานหรือไม่ และต้องยื่นคำขอประเภทใด
ผลิตภัณฑ์อาหารอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเฉพาะใดบ้าง
หากเป็นการปรุงอาหารเพื่อจำหน่ายโดยตรงแก่ผู้บริโภค เช่น ร้านอาหารหรือร้านที่ปรุงแล้วขายเฉพาะหน้าร้าน อาจมีข้อยกเว้นบางประการตามลักษณะการดำเนินงาน แต่หากผลิตเพื่อบรรจุ ฝากขาย หรือกระจายไปจำหน่ายที่อื่น ต้องพิจารณาข้อกำหนดเรื่องสถานที่ผลิตอาหารและมาตรฐานการผลิตให้ชัดเจน

ผู้ประกอบการจึงควรตรวจสอบรูปแบบธุรกิจกับหน่วยงานผู้อนุญาตก่อนลงทุนปรับปรุงสถานที่

5. จ้างโรงงาน OEM ผลิตอาหาร ต้องใช้โรงงานแบบไหน?
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างแบรนด์อาหารของตัวเอง แต่ไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง สามารถพิจารณาจ้างโรงงาน OEM ที่รับผลิตสินค้าให้ตามข้อตกลงและขอบเขตบริการของโรงงานได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือกโรงงานจากราคาเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้

สถานที่ผลิตได้รับอนุญาตหรือมีเลขสถานที่ผลิตตามประเภทที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลตรงกับสถานที่ผลิตจริง
มีความพร้อมด้านมาตรฐานการผลิต ตามประเภทอาหารและข้อกำหนดที่ใช้บังคับ
มีขอบข่ายการผลิตตรงกับสินค้าที่ต้องการ เพราะโรงงานแต่ละแห่งอาจไม่ได้รับการประเมินหรือมีความพร้อมสำหรับอาหารทุกชนิด
มีเอกสารเกี่ยวกับสูตรและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบข้อกำหนดและการยื่นคำขอที่เกี่ยวข้อง
มีข้อตกลงชัดเจนเรื่องฉลากและการขอเลขสารบบอาหาร ว่าใครเป็นผู้ดำเนินการและต้องใช้เอกสารใดบ้าง
การจ้างโรงงาน OEM ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของแบรนด์จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้โดยอัตโนมัติ ต้องตรวจสอบด้วยว่าผลิตภัณฑ์นั้นเข้าข่ายต้องขอเลขสารบบอาหารหรือมีข้อกำหนดอื่นใดเพิ่มเติม

6. เอกสารที่ควรเตรียมก่อนยื่นขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
เอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับประเภทคำขอ ลักษณะสถานที่ และรายละเอียดของผู้ประกอบการ โดยเอกสารที่ควรตรวจสอบเบื้องต้น ได้แก่

  • เอกสารแสดงสิทธิในการใช้สถานที่ เช่น เอกสารสิทธิหรือสัญญาเช่าตามกรณี
  • เอกสารของผู้ยื่นคำขอหรือผู้ประกอบการตามที่กำหนด
  • แผนที่ตั้งสถานที่ผลิต
  • แผนผังพื้นที่ผลิตและการจัดวางเครื่องจักรหรืออุปกรณ์
  • รายละเอียดเครื่องมือและเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต
  • ข้อมูลกระบวนการผลิตและประเภทอาหารที่ผลิต
  • เอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจประเมินตามข้อกำหนด GMP
  • เอกสารเพิ่มเติมตามคู่มือสำหรับประชาชนและประเภทคำขอ
  • รายการนี้เป็นเพียงแนวทางเตรียมความพร้อมเบื้องต้น ไม่ใช่รายการเอกสารบังคับที่เหมือนกันทุกกรณี ควรตรวจสอบรายการล่าสุดจากคู่มือการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือหน่วยงานผู้อนุญาตในพื้นที่ก่อนยื่นคำขอ


7. ขั้นตอนการขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหาร
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการดำเนินการได้ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบประเภทอาหารและรูปแบบการผลิต

ระบุชนิดอาหาร สูตรเบื้องต้น กระบวนการผลิต วิธีบรรจุ และช่องทางจำหน่าย เพื่อประเมินข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบสถานที่ผลิต

พิจารณากำลังเครื่องจักรรวม จำนวนคนงาน สภาพพื้นที่ และความพร้อมในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะ

ขั้นตอนที่ 3: เตรียมสถานที่และเอกสาร

ปรับปรุงสถานที่ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมจัดทำแผนผังและเอกสารประกอบคำขอให้ครบถ้วน

ขั้นตอนที่ 4: ยื่นคำขออนุญาต

ยื่นคำขอผ่านระบบ e-Submission ตามประเภทที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คำขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร (อ.1) หรือคำขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน (สบ.1) ตามขั้นตอนของหน่วยงานผู้อนุญาต

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจประเมินและแก้ไขข้อบกพร่อง

สถานที่ผลิตต้องผ่านการตรวจประเมินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง หากพบข้อบกพร่อง ต้องดำเนินการแก้ไขตามที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับอนุญาต

ขั้นตอนที่ 6: ดำเนินการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหาร

หลังได้รับอนุญาตสถานที่ผลิตแล้ว ให้ตรวจสอบข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด หากเป็นอาหารที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร ต้องยื่นคำขอตามประเภทและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก่อนดำเนินการจำหน่าย

8. มีสถานที่ผลิตแล้ว ต้องขอเลข อย. ของผลิตภัณฑ์อีกหรือไม่?
ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ เพราะการอนุญาตสถานที่ผลิตอาหารกับการอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหารเป็นคนละส่วนกัน

การได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร แบบ อ.2 หรือใบสำคัญเลขสถานที่ผลิตอาหารที่ไม่เข้าข่ายโรงงาน แบบ สบ.1/1 ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะได้รับเลขสารบบอาหารโดยอัตโนมัติ

หากผลิตภัณฑ์อยู่ในกลุ่มที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร ผู้ประกอบการต้องดำเนินการยื่นคำขอสำหรับผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากประเภทอาหาร สูตร ส่วนประกอบ กระบวนการผลิต และข้อกำหนดเฉพาะ

ในทางกลับกัน ผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องขอเลขสารบบอาหาร แต่ยังต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านอาหารและสถานที่ผลิตที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบเป็นรายผลิตภัณฑ์ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “อาหาร” เพียงอย่างเดียว

สรุป: เลือกโรงงานให้ถูกประเภท ก่อนเริ่มขอ อย. อาหาร
โรงงานที่สามารถใช้ยื่นขอ อย. อาหารได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานขนาดใหญ่เสมอไป แต่ต้องมีสถานที่และกระบวนการผลิตที่เหมาะสมกับประเภทอาหาร พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขลักษณะและมาตรฐานการผลิตที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการควรเริ่มจากการตรวจสอบว่าธุรกิจเข้าข่ายสถานที่ผลิตอาหารประเภทใด ต้องยื่นคำขอแบบใด และผลิตภัณฑ์ต้องขอเลขสารบบอาหารหรือไม่ การเตรียมข้อมูลเหล่านี้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเตรียมเอกสารผิดประเภทหรือการปรับปรุงสถานที่ไม่ตรงตามข้อกำหนด

หากคุณกำลังเริ่มต้นสร้างแบรนด์อาหาร ต้องการจ้างโรงงาน OEM หรือกำลังวางแผนจัดตั้งสถานที่ผลิต ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และสถานที่ก่อนเริ่มดำเนินการ เพื่อให้การขออนุญาตเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายอาหารของประเทศไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง
ภาพผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและสกินแคร์บนโต๊ะ พร้อมเอกสารตรวจสอบและสัญลักษณ์เช็กความถูกต้อง สื่อถึงการตั้งชื่อเครื่องสำอางและการจดแจ้ง อย. อย่างถูกต้อง
บทความนี้จะพาเจ้าของแบรนด์มารู้จักหลักการตั้งชื่อเครื่องสำอางให้ผ่านเกณฑ์ อย. พร้อมตัวอย่างชื่อที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อช่วยลดปัญหาในการยื่นจด อย.
22 พ.ค. 2026
เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางออนไลน์กำลังบริหารธุรกิจผ่านโน้ตบุ๊ก พร้อมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับการจด อย. และจำหน่ายออนไลน์
ทำความเข้าใจว่าทำไมเลข อย. จึงสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพิ่มยอดขาย และทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
28 เม.ย. 2026
ภาพกล่องสินค้านำเข้าวางบนโต๊ะ พร้อมเอกสาร ปากกา ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และลูกโลก โดยมีท่าเรือคอนเทนเนอร์ เรือขนส่งสินค้า และเครื่องบินขนส่งอยู่ด้านหลัง สื่อถึงขั้นตอนการนำเข้าสินค้าและการขอ อย. สำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
รวมขั้นตอนนำเข้าสินค้าและการขอ อย. สำหรับอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และสินค้านำเข้า พร้อมเอกสารที่ต้องใช้และข้อควรรู้สำหรับผู้นำเข้า
7 พ.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy