ผลิตภัณฑ์ไหนบ้างที่ “ต้องจด อย.” และไม่จดมีความผิดอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 8 ต.ค. 2026
3 ผู้เข้าชม

ผลิตภัณฑ์ไหนบ้างที่ “ต้องจด อย.” และไม่จดมีความผิดอย่างไร?
สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจผลิตสินค้า นำเข้าสินค้า หรือขายสินค้าออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยคือ “สินค้าตัวนี้ต้องจด อย. ไหม?” และ “ถ้าไม่จด อย. จะมีความผิดหรือไม่?”คำตอบคือ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจะใช้คำว่า “จด อย.” เหมือนกัน เพราะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทแตกต่างกัน เช่น อาหารอาจต้องขอเลขสารบบอาหาร ยาต้องขึ้นทะเบียนตำรับยา เครื่องสำอางต้องจดแจ้ง ส่วนเครื่องมือแพทย์มีหลายระดับการควบคุมตามความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
ดังนั้น ก่อนผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้า ควรตรวจสอบก่อนว่า สินค้าของคุณจัดอยู่ในประเภทใด และต้องขออนุญาตในรูปแบบใด
ผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย.?
กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ อย. กำกับดูแลที่ผู้ประกอบการพบได้บ่อย ได้แก่
- อาหาร
- ยา
- ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- เครื่องสำอาง
- เครื่องมือแพทย์
- วัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อย.
นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ เช่น ยาเสพติดให้โทษและวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ซึ่งมีข้อกำหนดและระบบอนุญาตเฉพาะ
สิ่งสำคัญคือ แต่ละผลิตภัณฑ์ไม่ได้ใช้ระบบ “เลข อย.” แบบเดียวกันทั้งหมด
1. อาหาร ต้องมี อย. หรือไม่?
อาหารจำนวนมากต้องได้รับอนุญาตก่อนผลิตหรือนำเข้าเพื่อจำหน่าย และอาหารที่อยู่ในกลุ่มที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีเลขสารบบอาหาร จะต้องดำเนินการขอเลขสารบบอาหารตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างอาหารที่ผู้ประกอบการมักต้องตรวจสอบเรื่องการอนุญาต ได้แก่
- อาหารเสริม
- เครื่องดื่ม
- กาแฟ
- ขนมและอาหารแปรรูป
- อาหารบรรจุภาชนะ
- ผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้า
- อาหารที่มีส่วนประกอบหรือการกล่าวอ้างตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าอาหารทุกชนิดต้องมีเลขสารบบอาหาร 13 หลัก เพราะ อย. ระบุว่าอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายบางประเภท ไม่ได้กำหนดให้ต้องขอเลขสารบบอาหาร แต่สถานที่ผลิตยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และบางกรณีสามารถยื่นขอเลขสารบบอาหารได้หากต้องการแสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก
หากผลิตหรือนำเข้าอาหารโดยไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด
ความผิดและโทษขึ้นอยู่กับลักษณะการกระทำ เช่น การผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีจำหน่ายอาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท
สรุป: อาหารต้องตรวจสอบเป็นรายผลิตภัณฑ์ว่าเข้าข่ายต้องขอเลขสารบบอาหารหรือไม่ รวมถึงต้องตรวจสอบสถานที่ผลิตและการนำเข้าให้ถูกต้องด้วย
2. ยา ต้องขึ้นทะเบียนก่อนจำหน่าย
ยาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ผู้ประกอบการไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นยาออกมาจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาได้
ผลิตภัณฑ์ยาเมื่อได้รับอนุญาตจะมี เลขทะเบียนตำรับยา เช่น “ทะเบียนยาเลขที่...” หรือ “Reg. No...” ซึ่งแตกต่างจากเลขสารบบอาหารของอาหาร
หากขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตามข้อมูลของ อย. การขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ส่วนการขายยาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดังนั้น หากสินค้ามีลักษณะหรือวัตถุประสงค์เข้าข่ายเป็น “ยา” ไม่ควรนำไปจดแจ้งเป็นเครื่องสำอางหรืออาหารเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นทะเบียนยา เพราะ อย. มีการตรวจสอบการใช้ผลิตภัณฑ์ผิดประเภทด้วย
3. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องได้รับอนุญาตตามประเภท
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562
ผู้ประกอบการต้องพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์เข้าข่ายประเภทใด และต้องดำเนินการในรูปแบบใด เช่น
- ขึ้นทะเบียนตำรับ
- แจ้งรายละเอียด
- จดแจ้ง
หากจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต
อย. ระบุว่า การขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนการขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ไม่ได้แจ้งรายละเอียด หรือไม่ได้จดแจ้ง มีโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. เครื่องสำอาง ต้อง “จดแจ้ง” ก่อนขาย
เครื่องสำอางเป็นอีกประเภทที่ผู้ประกอบการมักเรียกว่า “จด อย. เครื่องสำอาง” แต่ในทางกฎหมาย คำที่ถูกต้องคือ “จดแจ้งเครื่องสำอาง”
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผลิตภัณฑ์จะแสดง เลขที่ใบรับจดแจ้ง ซึ่งเป็นเลข 10 หลัก และไม่ใช่เลขสารบบอาหารหรือเลขทะเบียนยา
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น
- ครีมบำรุงผิว
- เซรั่ม
- โลชั่น
- แชมพู
- ครีมนวดผม
- น้ำหอม
- ลิปสติก
- ผลิตภัณฑ์แต่งหน้า
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมที่เข้าข่ายเครื่องสำอาง
ถ้าไม่จดแจ้งเครื่องสำอางแล้วนำมาขาย จะมีความผิดหรือไม่?
มีความผิด
ตามข้อมูลของ อย. การขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้ง มีโทษ ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
นอกจากนี้ หากฉลากไม่มีภาษาไทย อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นเครื่องสำอางปลอมก็อาจมีความผิดและโทษเพิ่มเติม
ดังนั้น แม้เครื่องสำอางจะ ไม่ต้องขอใบอนุญาตโฆษณาแบบเดียวกับอาหาร ยา หรือเครื่องมือแพทย์ แต่ตัวผลิตภัณฑ์ยังต้องดำเนินการจดแจ้งตามกฎหมาย และการโฆษณาต้องไม่เป็นเท็จ เกินจริง หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
5. เครื่องมือแพทย์ ไม่ได้มีแค่ “เลข อย.” แบบเดียว
เครื่องมือแพทย์เป็นอีกกลุ่มที่ต้องระวัง เพราะการควบคุมไม่ได้เหมือนกันทุกผลิตภัณฑ์
อย. แบ่งการควบคุมเครื่องมือแพทย์ตามระดับความเสี่ยง โดยมีระบบ เช่น
- เครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีใบอนุญาต
- เครื่องมือแพทย์ที่ต้องแจ้งรายการละเอียด
- เครื่องมือแพทย์ที่ต้องจดแจ้ง
ตัวอย่างเครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีใบอนุญาต ได้แก่ ถุงยางอนามัย ถุงมือยางสำหรับศัลยกรรม ชุดตรวจเชื้อ HIV และคอนแทคเลนส์ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือแพทย์บางรายการที่ผู้จัดจำหน่ายต้องขอใบอนุญาตขายตามประเภทที่กฎหมายกำหนดด้วย
หากขายเครื่องมือแพทย์โดยไม่มีเลขหรือการอนุญาตที่กฎหมายกำหนด
อย. ระบุว่า หากผลิตภัณฑ์เป็นเครื่องมือแพทย์ที่ต้องได้รับอนุญาตหรือดำเนินการตามระบบที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีการอนุญาตตามประเภท ผู้ขายอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
ดังนั้นคำว่า “เครื่องมือแพทย์ต้องจด อย. ไหม?” ต้องตรวจสอบเป็นรายผลิตภัณฑ์ ไม่สามารถตอบว่าเครื่องมือแพทย์ทุกชนิดต้องมีเลข อย. ในรูปแบบเดียวกันได้
6. วัตถุอันตรายบางประเภท อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ อย.
วัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อย. เช่น ผลิตภัณฑ์บางชนิดที่ใช้ในบ้านเรือนหรือเพื่อการสาธารณสุข อาจมีข้อกำหนดเรื่อง
- การขึ้นทะเบียน
- การแจ้ง
- การขออนุญาต
- ฉลาก
- การนำเข้า
- การผลิต
- การจำหน่าย
ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามชนิดและการจัดประเภทของผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างเช่น อย. ระบุว่าการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และการนำเข้าวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาตก็มีโทษตามกฎหมายเช่นกัน
ไม่จด อย. แล้วขายออนไลน์ มีความผิดไหม?
มีโอกาสผิดกฎหมาย หากผลิตภัณฑ์นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต ขึ้นทะเบียน จดแจ้ง หรือแจ้งรายการละเอียดก่อนผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
การขายผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น
- TikTok
- LINE
- Shopee
- Lazada
- เว็บไซต์
- Live สด
อย. มีการกำกับดูแลการขายและโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย และการโฆษณาผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเครื่องมือแพทย์ มีข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตโฆษณาก่อนเผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป
“มีเลข อย.” ไม่ได้หมายความว่าโฆษณาอะไรก็ได้
อีกเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องระวังคือ การได้รับอนุญาตผลิตภัณฑ์ไม่ได้หมายความว่าสามารถโฆษณาสรรพคุณได้ทุกข้อความ
ตัวอย่างเช่น
อาหาร ไม่ควรนำไปโฆษณาว่า “รักษาโรค” หากไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ
เครื่องสำอาง ไม่ควรโฆษณาว่า “รักษาสิว”, “รักษาฝ้า”, “รักษาโรคผิวหนัง” ในลักษณะที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ถูกเข้าใจว่าเป็นยา
เครื่องมือแพทย์ ต้องควบคุมข้อความโฆษณาตามกฎหมาย
ยา มีข้อจำกัดเกี่ยวกับข้อความและวิธีการโฆษณาอย่างเข้มงวด
อย. ระบุว่าผลิตภัณฑ์อาหาร ยา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเครื่องมือแพทย์เป็นกลุ่มที่มีข้อกำหนดเรื่องการขออนุญาตโฆษณา ขณะที่เครื่องสำอางและวัตถุอันตรายไม่ต้องขอใบอนุญาตโฆษณา แต่ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายและไม่ใช้ข้อความที่ผิดหรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
ก่อนนำสินค้าออกขาย ควรเช็กอะไรบ้าง?
เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง ผู้ประกอบการควรตรวจสอบอย่างน้อย 6 เรื่อง
1. สินค้าจัดอยู่ในประเภทใด?
อย่าเริ่มจากคำว่า “จะจด อย. ยังไง” แต่ควรเริ่มจาก “สินค้าของเราคืออะไรตามกฎหมาย”
2. ต้องขออนุญาตรูปแบบใด?
อาจเป็น
- ขอเลขสารบบอาหาร
- ขึ้นทะเบียนตำรับยา
- จดแจ้งเครื่องสำอาง
- ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สมุนไพร
- แจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์
- จดแจ้งเครื่องมือแพทย์
- ขอใบอนุญาตหรือดำเนินการเกี่ยวกับสถานที่ผลิต/นำเข้า
3. สถานที่ผลิตหรือนำเข้าถูกต้องหรือไม่?
บางธุรกิจไม่ได้ตรวจเฉพาะตัวสินค้า แต่ต้องตรวจ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่เก็บรักษา ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย
4. ฉลากถูกต้องหรือไม่?
ต้องตรวจชื่อสินค้า ส่วนประกอบ วิธีใช้ คำเตือน ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า เลขอนุญาต และข้อมูลอื่น ๆ ตามประเภทสินค้า
5. โฆษณาถูกกฎหมายหรือไม่?
การมีเลขอนุญาตไม่ได้หมายความว่าใช้ข้อความโฆษณาได้ทุกข้อความ
6. สินค้าตรงกับประเภทที่ขออนุญาตหรือไม่?
ห้ามนำเลขอนุญาตของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่น หรือใช้การจดแจ้งเครื่องสำอางเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่จริง ๆ แล้วเข้าข่ายยา
อย. มีระบบตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตของผลิตภัณฑ์สุขภาพหลายประเภท เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
สรุป: ก่อนขายสินค้า อย่าถามแค่ว่า “มีเลข อย. หรือยัง?”
คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ
“สินค้าของเราอยู่ภายใต้กฎหมายอะไร และต้องได้รับอนุญาตในรูปแบบใดก่อนผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย?”
เพราะ อาหาร ยา สมุนไพร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตราย มีหลักเกณฑ์และรูปแบบการอนุญาตแตกต่างกัน
การนำสินค้าที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาต แต่ยังไม่ได้ดำเนินการออกมาผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย อาจนำไปสู่ โทษปรับ โทษจำคุก การยึดหรืออายัดสินค้า และการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยโทษจะแตกต่างกันไปตามประเภทผลิตภัณฑ์และลักษณะความผิด
ดังนั้น หากกำลังจะ ผลิตสินค้า นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ สร้างแบรนด์ หรือขายสินค้าออนไลน์ ควรตรวจสอบประเภทผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดของ อย. ให้ถูกต้อง ก่อนเริ่มขาย ไม่ควรรอให้สินค้าถูกตรวจพบแล้วจึงดำเนินการ
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
ต่ออายุ อย. ต้องทำอย่างไร? รวมขั้นตอน เอกสาร และข้อควรรู้ในการต่ออายุใบอนุญาต อย. สำหรับอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ แบบละเอียด เข้าใจง่าย
21 พ.ค. 2026
คำถามที่ผู้ประกอบการสอบถามบ่อยที่สุดคือ "จด อย. ใช้เวลากี่วัน?" โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเตรียมเปิดตัวสินค้า วางแผนการผลิต หรือกำหนดวันเริ่มจำหน่าย บทความนี้จะอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาการขอ อย. พร้อมวิธีเตรียมตัวให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว
30 มิ.ย. 2026
แนะนำวิธีนำเข้าเครื่องมือแพทย์ พร้อมขั้นตอนจด อย. แบบละเอียด รู้ครบเรื่องเอกสาร ระยะเวลา และวิธีให้ผ่านง่ายในบทความเดียว
17 มี.ค. 2026


